วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หูดและตาปลา

www.sakura108shop.com

หูดคืออะไร รักษาอย่างไรดี

 หูด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส "ปาโปวา" (papova virus) ลักษณะหูดนี้จะเป็นเม็ดตุ่มนูนแข็ง มีรากอยู่ข้างใต้หูด มีขนาดแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

  1. หูดธรรมดา (common wart)
    ลักษณะของหูดชนิดนี้ จะเป็นตุ่มเม็ดนูนแข็ง ผิวค่อนข้างขรุขระ อาจมีเม็ดเดียว หรือ หลายเม็ดก็ได้
    ตำแหน่งที่พบ ที่พบบ่อย คือ บริเวณแขน ขา มือ และเท้า
  2. หูดชนิดแบน (plane wart) ลักษณะของหูดชนิดนี้จะเป็นเม็ดเล็กแข็ง แต่ผิวเรียบ ซึ่งต่างจากหูดธรรมดา เพราะว่า หูดธรรมดา จะมีผิวขรุขระกว่า
    ตำแหน่งที่พบ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ หลังมือ หน้าแข็ง หน้าผาก
  3. หูดฝ่าเท้า (plantar wart)
    ลักษณะเป็นไต แผ่นหนาแข็ง เป็นปื้นใหญ่ ขนาดใหญ่กว่าหูดธรรมดา
    ตำแหน่งที่พบ พบที่บริเวณฝ่าเท้า ข้างใต้ฝ่าเท้าใครกันบ้างที่เป็นหูด ?
    หูดพบได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ นอกจากนี้หูดมักจะพบในผู้ที่มี ความต้านทานต่ำหรือไม่ค่อยสบาย มีการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย

    หูดมีอาการอย่างไร ?
    หูดทำให้มีอาการเจ็บได้แต่ไม่คัน ส่วนใหญ่ที่เจ็บมากคือ หูดที่ฝ่าเท้า เพราะเมื่อคุณเดินไปเดินมา จะไปกดทับหูดโดยตรง ทำให้เจ็บได้
    หูดติดต่อกันอย่างไร
    วิธีการติดต่อของหูดทั้ง 3 ชนิด คือ ติดต่อทางการสัมผัสเชื้อโดยตรง (direct contact) เช่น ถ้าคุณผู้อ่านมีรอยถลอก หรือมีแผล ตามมือ เท้า แขน แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไปสัมผัสกับคนที่เป็นหูดนี้ โดยที่ตัวคุณไปสัมผัสเข้ากับเจ้าตุ่มเม็ดหูดนี้โดยตรงเลย เชื้อไวรัสหูดนี้ ก็จะสามารถแพร่กระจาย มาที่ตัวคุณผู้อ่านได้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้ว คนที่เป็นหูด ระยะแรกจะมีเม็ดเดียว ต่อมาเกิดรำคาญหงุดหงิดใจ ก็เลยลองแกะดูเล่น ๆ หรือพยายามใช้กรรไกรตัดเล็บตัดออก แกะไปแกะมา จะทำให้เกิดการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัสหูดนี้ได้ ดังนั้นช่วงแรก อาจเป็นหูด 1 เม็ด ต่อมาไม่นาน กลายเป็นหูดถึง 10-20 เม็ดเชียวนะคะ อย่าทำเป็นเล่นไป
     เมื่อพูดถึง “หูด” หลายคนก็คงจะเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และหลายคนก็คงจะมีรู้สึกว่ามันเป็นปัญหารบกวนจิตใจอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักหูดกันดีกว่า
              หูด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางผิวหนังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยจะโตช้า ๆ และอยู่นานโดยไม่มีอาการ หูดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ เกิดขึ้นตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย บริเวณที่พบได้บ่อยคือ มือและเท้า ข้อมูลประชากรไทยราว 20–40 % เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหูดแล้วไม่พบว่ามีการแสดงอาการ
               สาเหตุสำคัญเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสหูดจะกระตุ้นให้เซลล์หนังกำพร้าเกิดการหนาตัวหรือแข็งตัวขึ้น โดยมีระยะฟักตัวนาน 1-6 เดือน และสามารถติดต่อกันได้ทางการสัมผัสผิวหนังและทางเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของหูด เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่ถลอกเปื่อยยุ่ย มีรอยขีดข่วน มีแผล หรือการสัมผัสกับผิวหนังที่เป็นหูด รวมทั้งการหยิบจับสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ หูดสามารถติดต่อจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งได้ แม้กระทั่งการแกะเกาก็ทำให้หูดแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้
              การแสดงอาการของหูด มักไม่ค่อยมีอาการ ส่วนมากจะพบว่าเจ็บมากบริเวณที่เป็นหูด เช่น ตามฝ่าเท้าเพราะเมื่อเดินจะกดทับโดยตรงทำให้เจ็บ นอกจากนี้ ลักษณะของหูดจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสและบริเวณที่เป็น อาทิ หูดที่มือหรือเท้า จะมีลักษณะเป็นเม็ดนูนแข็ง ผิวอาจเรียบหรือขรุขระก็ได้ และอาจมีเพียงเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดได้เช่นกัน
             หากจะกล่าวถึงรูปร่างของหูดนั้น จะมีรูปร่างลักษณะหลายแบบด้วยกัน ได้แก่
              1. หูดธรรมดา เป็นตุ่มนูนแข็งสีผิวหนังหรือสีดำ ผิวค่อนข้างขรุขระ มีสะเก็ด อาจมีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดก็ได้
             2. หูดผิวเรียบ เป็นตุ่มแบนสีผิวหนัง ผิวเรียบ มีสะเก็ดเล็กน้อย
             3. หูดฝ่าเท้า เป็นไตหนาแข็ง สีค่อนข้างเหลือง
              4. หูดที่อวัยวะเพศ เป็นตุ่มนูนสูงคล้ายหงอนไก่ พบบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนักและขาหนีบ
              5. หูดที่เป็นติ่งเนื้อแข็ง ๆ ยื่นมาจากผิวหนัง เป็นตุ่มขรุขระ แต่ยาวคล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ มักพบบริเวณใบหน้าและลำคอ
              เมื่อพบว่าเป็นหูดแล้ว การรักษาทางการแพทย์คือ ต้องทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่
              การทายา ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิก กรดแลคติก กรดไตรคลออะซิติก หรือไบคลออะซิติก ซึ่งได้ผลดี แต่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะหาย ผู้ป่วยสามารถทาเองได้ที่บ้าน
              การจี้ด้วยไนโตรเจนเหลว เป็นการรักษาด้วยความเย็นซึ่งใช้ได้ผลดีในหูดขนาดไม่ใหญ่มาก หากมีแผ่นหนาปกคลุมแพทย์จะฝานออกก่อนจี้ แพทย์อาจใช้ไม้พันสำลีจุ่มไนโตรเจนเหลวแล้วจี้ที่ตัวหูด หรือใช้หัวจี้ซึ่งต่อกับภาชนะที่บรรจุไนโตรเจนเหลวจี้ ระหว่างจี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ วันต่อมาจะพองเป็นตุ่มน้ำ และใหญ่ขึ้นเป็นถุงน้ำ หรืออาจมีเลือดออกอยู่ข้างใน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ แห้งลงแล้วตกสะเก็ด และจะหายในเวลา 1-3 สัปดาห์ ซึ่งอาจต้องจี้ซ้ำอีกหลายครั้งจึงจะหายขาด ส่วนใหญ่แพทย์มักให้ใช้ยาทาควบคู่ไปด้วย
              การจี้ด้วยไฟฟ้า เป็นการรักษาโดยการใช้ความร้อน
              การรักษาด้วยเลเซอร์ เป็นการรักษาด้วยความร้อน โดยแพทย์จะใช้เลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ซึ่งได้ผลดีแต่ค่าใช้จ่ายสูง
              การผ่าตัด ทำการผ่าตัดนำก้อนหูดออก ซึ่งมักไม่ค่อยนิยมใช้วิธีการนี้
              โดยทั่วไปแล้ว หูดอาจหายได้เอง แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยจึงควรรักษาความสะอาดเพื่อไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไป สู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสู่ผู้อื่น การล้างมือจะช่วยลดการรับเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อได้ดี แต่หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำจะติดเชื้อและลุกลามได้ง่าย เป็นแล้วหายยาก จึงควรรีบรักษาแต่เนิ่น ๆ และหมั่นรักษาความสะอาด เพราะถึงแม้หูดจะสามารถหายได้ แต่ก็อาจติดเชื้อใหม่ได้อีก.
               


    หูด V.S. ตาปลา V.S. หูดข้าวสุก

    เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะพอรู้จักกับ "หูด" และ "ตาปลา" กันบ้างพอสมควร บางท่านอาจจะเคยได้ ยินชื่อหูดเฉย ๆ แต่ไม่เคยเป็น ไม่รู้จักว่าหน้าตาของหูดนี่ เป็นอย่างไร บางท่านเคยเป็นหูดกันแล้ว หรือมีญาติพี่ น้องคนรู้จักกันเป็นหูด จะรู้ว่าเจ้าหูดนี่ น่าเบื่อน่ารำคาญใจจริง ๆ บางท่านเกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่า "หูด"มาก่อนเลย ไม่เข้าใจ ด้วยซ้ำว่า หูดคืออะไรกัน และในทางตรงกันข้าม ถ้านึกถึงตาปลา ส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี เพราะพบได้บ่อยมาก ทำให้เกิดมีการท้ากันว่า"อย่าเหยียบตาปลากันนะ" หูดกับตาปลาจะไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีหูดอีก ประเภทหนึ่ง เรียกกันว่า "หูดข้าวสุก" ซึ่งแตกต่างจากหูดทั่วไปทั้งลักษณะ รูปร่าง ตำแหน่งและเชื้อโรค วิธีการรักษา ก็ยังแตกต่างกันอีกด้วยทั้ง หูดทั่วไป ตาปลา และหูดข้าวสุก ค่อนข้างจะเป็นเรื้อรัง ก็ยังแตกต่างกันอีกด้วย ทั้ง หูดทั่วไป ตาปลา และหูดข้าวสุก ค่อยข้างจะเป็นเรื้อรัง บางครั้งในบางคนชอบกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ไม่หาย ขาด ทำให้เบื่อหน่ายได้ ลองมาดูรายละเอียดของหูด ตาปลา และหูดข้าสุก กันดีกว่านะคะ


    หูด (Wart)
    หูด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส "ปาโปวา" (papova virus) ลักษณะหูดนี้จะเป็นเม็ดตุ่มนูนแข็ง มีรากอยู่ข้างใต้หูด มีขนาดแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ


    1. หูดธรรมดา (common wart)
      ลักษณะของหูดชนิดนี้ จะเป็นตุ่มเม็ดนูนแข็ง ผิวค่อนข้างขรุขระ อาจมีเม็ดเดียว หรือ หลายเม็ดก็ได้
      ตำแหน่งที่พบ ที่พบบ่อย คือ บริเวณแขน ขา มือ และเท้า
    2. หูดชนิดแบน (plane wart) ลักษณะของหูดชนิดนี้จะเป็นเม็ดเล็กแข็ง แต่ผิวเรียบ ซึ่งต่างจากหูดธรรมดา เพราะว่า หูดธรรมดา จะมีผิวขรุขระกว่า
      ตำแหน่งที่พบ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ หลังมือ หน้าแข็ง หน้าผาก
    3. หูดฝ่าเท้า (plantar wart) 
      ลักษณะเป็นไต แผ่นหนาแข็ง เป็นปื้นใหญ่ ขนาดใหญ่กว่าหูดธรรมดา
      ตำแหน่งที่พบ พบที่บริเวณฝ่าเท้า ข้างใต้ฝ่าเท้า

    ใครกันบ้างที่เป็นหูด ? 
    หูดพบได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ นอกจากนี้หูดมักจะพบในผู้ที่มี ความต้านทานต่ำหรือไม่ค่อยสบาย มีการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย


    หูดมีอาการอย่างไร ? 
    หูดทำให้มีอาการเจ็บได้แต่ไม่คัน ส่วนใหญ่ที่เจ็บมากคือ หูดที่ฝ่าเท้า เพราะเมื่อคุณเดินไปเดินมา จะไปกดทับหูดโดยตรง ทำให้เจ็บได้


    หูดติดต่อกันอย่างไร
    วิธีการติดต่อของหูดทั้ง 3 ชนิด คือ ติดต่อทางการสัมผัสเชื้อโดยตรง (direct contact) เช่น ถ้าคุณผู้อ่านมีรอยถลอก หรือมีแผล ตามมือ เท้า แขน แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไปสัมผัสกับคนที่เป็นหูดนี้ โดยที่ตัวคุณไปสัมผัสเข้ากับเจ้าตุ่มเม็ดหูดนี้โดยตรงเลย เชื้อไวรัสหูดนี้ ก็จะสามารถแพร่กระจาย มาที่ตัวคุณผู้อ่านได้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้ว คนที่เป็นหูด ระยะแรกจะมีเม็ดเดียว ต่อมาเกิดรำคาญหงุดหงิดใจ ก็เลยลองแกะดูเล่น ๆ หรือพยายามใช้กรรไกรตัดเล็บตัดออก แกะไปแกะมา จะทำให้เกิดการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัสหูดนี้ได้ ดังนั้นช่วงแรก อาจเป็นหูด 1 เม็ด ต่อมาไม่นาน กลายเป็นหูดถึง 10-20 เม็ดเชียวนะคะ อย่าทำเป็นเล่นไป


    วิธีการรักษาหูด 
    1. ทายา ถ้าเป็นหูดเม็ดเล็ก ๆ หรือเป็นไม่มากนัก หรือหูดในเด็ก ๆ ใช้ยาทา เช่น ยาก ลุ่มกรดซาลิซิลิก ความเข้มข้น 20-40 เปอร์เซ็นต์ (20-40% SA ointment) ยาน้ำคอลโลแมค ดูโอฟิล์ม เป็นต้น การทายานี้ ได้ผลพอใช้ อาจต้องใช้ระยะเวลานาน ขึ้นอยู่กับขนาดของหูด
    2. จี้ด้วยไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าจี้ที่ตัวหูด จะได้ผลดี ถ้าจี้ออกหมด
    3. จี้ด้วยเลเซอร์ ใช้แสงเลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ได้ผลดีเช่นกัน แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจี้ด้วย ไฟฟ้า
    4. ผ่าตัดออก คือการผ่าตัดเอาตัวก้อนหูดนี้ออกไปเลย แต่ไม่ค่อยนิยมทำกัน
    ปัญหาของการรักษา 
    คือ หูด มักจะกลับมาเป็นซ้ำได้ใหม่อีก ที่บริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม


    หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)
    หูดข้าวสุก เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งแตกต่างจากหูดทั่วไป หูดข้าวสุก เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อว่า "พอกซ์" (pox virus) ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีขาวขนาดเล็ก ตรงกลางมีรอยบุ๋มเล็กน้อย ถ้าลองสะกิดตุ่มสีขาวนี้ออก แล้วเอามือบีบดู จะพบเนื้อหูดสีขาว คล้ายเม็ดข้าวสุก


    ตำแหน่งที่พบ 
    ในวัยเด็ก จะพบตุ่มนี้ ที่ใบหน้า ลำตัว แขน ขา ติดต่อได้ง่ายมากทางการสัมผัสโดยตรง (direct contact) ในผู้ใหญ่ มักจะพบตุ่มนี้บริเวณอวัยวะเพศ จึงมักจะติดต่อกันได้ทาง เพศสัมพันธ์


    อาการ 
    ของหูดข้าวสุกมักจะไม่ค่อยมีอาการคันหรือเจ็บ

    วิธีการรักษา 
    1. ใช้เข็มสะกิดตุ่มนี้ แล้วบีบออก
    2. ใช้กรดไตรคลออะเซติก ความเข้มข้น 30-50 % หรือฟีนอล ความเข้มข้น 1% แต้ม ทาตุ่มนี้

    หูดกับตาปลาต่างกันอย่างไรบ้าง ?
    หลายคนคงพอจะรู้จักกับตาปลา มีข้อแตกต่างกันดังนี้

    หูด (wart)
    1. หูดเกิดจากเชื้อไวรัส
    2. หูดพบได้หลายตำแหน่ง เช่น มือ เท้า แขน หน้าผาก
    3. หูดติดต่อกันได้ แพร่กระจายได้
    4. ถ้าลองใช้มีดฝานบาง ๆ ที่ตัวหูดจะพบว่ามีจุดเลือดออก เป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง คล้าย ๆ กับรากหูด
    ตาปลา (callus)
    1. ตาปลาไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคใด ๆ ทั้งสิ้น
    2. ตาปลามักพบที่บริเวณฝ่าเท้า บริเวณที่ลงรับน้ำหนักหรือบริเวณที่เสียดสี กับรองเท้าที่คับจนเกินไป
    3. ตาปลาไม่ติดต่อ เหยียบกันอย่างไรก็ไม่ติดต่อกันนะคะ
    4. ใช้มีดฝานบาง ๆ ที่ตาปลา จะไม่พบจุดเลือดออกเล็ก ๆ เหมือนหูด
     หากลูกของคุณเกิดมีตุ่มไตขึ้นบริเวณผิวหนัง นั่นอาจเป็นอาการของโรคผิวหนังที่เรียกว่า"หูด" ก็เป็นได้ค่ะ อ๊ะๆ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวลูกเกินไปล่ะคะ เพราะหูดบางชนิดฮิตเป็นในเด็กวัยคิดส์เสียด้วย

                มาดูวิธีป้องกันและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรค ผิวหนัง รศ.นพ. มนตรี อุดมเพทายกุล รองผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อจะได้ระแวดระวังไม่ให้หูดมาป่วนตามผิวหนังของลูกกันค่ะ

    โรคหูดคืออะไรนะ

                โรคหูดถือเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นบริเวณผิว หนัง ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดแต่อย่างใดค่ะ เพียงแต่ทำให้เกิดความรำคาญ และรบกวนจิตใจผู้ที่เป็นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วหูดแต่ละชนิดก็จะขึ้นต่างบริเวณไปค่ะ บางชนิดขึ้นที่นิ้วมือ ฝ่ามือ บางชนิดขึ้นบริเวณใบหน้าและลำคอค่ะ

    หูดแบบไหนชอบขึ้นผิวใส ๆ วัยคิดส์

                หูดธรรมดา (Common Warts) ส่วนใหญ่พบบริเวณนิ้วมือและฝ่ามือฝ่าเท้า ลักษณะเป็นตุ่มนูนบริเวณผิวหนังคล้ายกับดอกกะหล่ำ ขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร แต่ถ้าเป็นที่ฝ่าเท้าผื่นก็จะแบนเป็นไตแข็ง เวลาเดินจะรู้สึกเจ็บค่ะ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปปิวโรมาไวรัส หรือ HPV (Human Papilloma Virus) ค่ะ

                เมื่อเจ้าหนูไป สัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ผู้เป็นหูดไปสัมผัสโดน อาทิ ผ้าเช็ดตัวหรือพื้นผิวต่างๆ ก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหนูคนไหนที่มีนิสัยชอบแทะเล็บมือต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ค่ะ เพราะจะยิ่งเสี่ยงติดเชื้อหูดได้มากกว่าเดิม เนื่องจากผิวหนังบริเวณที่แทะ อาจมีแผลเปิดรอให้เจ้าไวรัสเข้าไปก่อหูดก็เป็นได้

    อาการอย่างนี้รีบพบแพทย์ด่วน!

                เมื่อเป็นก้อนเนื้อลักษณะคล้ายหูดดังกล่าว เกิดขึ้นบริเวณใดก็ได้บนร่างกาย ของเด็กเล็ก (แรกเกิด-3 ปี)

                เมื่อพบว่าลูก (วัยใดก็ตาม) มีหูดขึ้นบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก

                หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum) เป็นหูดที่เกิดขึ้นบ่อยในเด็กวัย 3-9 ปี เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Poxvirus โดยการสัมผัสผู้ติดเชื้อ หรือตามผิวสัมผัสที่ผู้ติดเชื้อสัมผัสโดนค่ะมี ลักษณะเป็นตุ่มกลม พื้นผิวหูดเงาๆ มีสีขาวและสีเนื้อ บางตุ่มอาจจะมีรอยบุ๋มตรงกลาง คล้ายสะดือโบ๋ โดยเริ่มขึ้นเพียง 1-2 ตุ่ม แล้วค่อยๆ ลามไปทั่ว เมื่อติดเชื้อเจ้าหนูอาจเกิดหูดชนิดนี้ขึ้นบริเวณลำตัว ลำคอและใบหน้า เป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายผด หรืออาจเป็นเม็ดใหญ่ก็ได้ค่ะ

                สรุปได้ว่า โรคหูดที่พบบ่อยในวัยคิดส์มีอยู่ 2 ชนิด และยังมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสไม่ว่าจะสัมผัสบุคคลที่เป็นโรค หรือสัมผัสสิ่งของที่ผู้เป็นโรคไปหยิบจับค่ะ ดังนั้น วิธีป้องกันก็คือต้องสอนให้เจ้าหนูมีสุขอนามัยที่ดี โดยหมั่นล้างมือให้สะอาด และไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น

                ที่สำคัญคือ เชื้อไวรัสเหล่านี้เติบโตได้ดีในพื้นที่เปียกชื้น ไม่ว่าจะเป็นตามห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำ ฉะนั้นเมื่อใดที่ต้องใช้บริการสระว่ายน้ำสาธารณะ ก็ควรให้เจ้าหนูใส่รองเท้าแตะ เมื่อต้องเดินรอบสระ แต่ต้องระวังอย่าให้ลื่นหกล้มด้วยนะคะ นอกจากนี้ ถ้าคุณสังเกตเห็นว่า สระว่ายน้ำดูไม่สะอาดเอาเสียเลยก็เลี่ยงไปใช้บริการที่ อื่นเพื่อช่วยป้องกันลูกจากเชื้อหูดอีกแรงค่ะ และอาจจะมีเชื้อโรคอื่น ๆ อีก เช่น เชื้อหวัด เป็นของแถมนะคะ

    For Kids… ป้องกันหูดอย่างไรดี

                ไม่แกะหรือเกา เพราะอาจทำให้เกิดบาดแผลตามร่างกาย และติดเชื้อไวรัสหูดได้

                รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นหูด ล้างมือบ่อย ๆ และเช็ดให้แห้งด้วยผ้าขนหนูประจำตัวเท่านั้น

                ตัดเล็บให้สั้นและไม่กัดเล็บ

                ใส่รองเท้าแตะบริเวณสระว่ายน้ำสาธารณะ

                บอกคุณพ่อคุณแม่เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณร่างกาย เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้ช่วยหาวิธีรักษา หรือพาไปพบคุณหมอเพื่อตรวจดูอาการ

    รักษาอย่างไรให้ได้ผล

                ความจริงแล้วโรคหูดข้าวสุกเป็นโรคที่หายได้เองภายใน 3-5 ปีค่ะ แต่เชื่อว่าการรักษานั้นนอกจากช่วยให้ลูกหายจากหูดข้าวสุกแล้ว ยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจไม่รู้สึกกังวลอีกต่อไปด้วย ซึ่งวิธีในการรักษาโรคหูดสำหรับลูกนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีค่ะ

                 1. สำหรับหูดข้าวสุก หมอจะป้ายยาชาแล้วลูกจะได้ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อใช้เข็มสะกิด จากนั้นใช้ปากคีบคีบหูดออก ทาแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อเป็นอันเสร็จ

                 2. สำหรับหูดอื่นๆ รวมทั้งหูดข้าวสุก หมออาจจะรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้

                 2.1 จี้หูดด้วยเลเซอร์

                 2.2 ฆ่าเชื้อไวรัสด้วยความเย็น วิธีทำคือ คุณหมอจะใช้ไนโตรเจนเหลวจิ้มบริเวณที่เป็นหูดเพื่อทำให้เซลล์ตาย ค่ะ

                 2.3 กรณีที่เจ้าหนูมีปัญหาคือกลัวเจ็บ ใช้กรดซาลิไซลิกแอสิด แต้มบริเวณหูดทุกวันจนกว่าหูดจะหลุด หรือมียาทารักษาที่ชื่อว่า Imiquimod ซึ่งเมื่อทาแล้ว จะไปทำปฏิกิริยาที่ทำให้เชื้อหยุดการเจริญเติบโตและตายในที่ สุด แต่ข้อเสียคือยาทาชนิดหลังนี้มีราคาสูงค่ะ

    For School ป้องกันโรคหูดอย่างไรให้ไกลคิดส์

                สอนเรื่องการรักษาสุขอนามัยขณะที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้อื่น เช่น ถ้วยน้ำ, ผ้าเช็ดหน้า ล้างมือด้วยสบู่ อย่างถูกหลักให้สะอาด ก่อนทานอาหาร และหลังการเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ

                นอกจากนี้ ทางโรงเรียนควรเช็ดอุปกรณ์ของเล่น สื่อการสอนต่าง ๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น 70 % Alcohol อย่างสม่ำเสมอค่ะ

                จะเห็นว่าวิธีในการรักษาโรคหูดนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีเชียวค่ะ แต่ที่นิยมได้แก่การทายาชาแล้วใช้คีมคีบ และวิธีจี้หูดด้วยเลเซอร์ แต่ถ้าเจ้าหนูกลัวเจ็บ คุณพ่อคุณแม่เห็นทีต้องยอมใช้วิธีรักษาด้วยยาทาแล้วล่ะค่ะ

                หูดใครเป็นก็คงกังวลใจไม่น้อย ยิ่งลูกเป็นคุณพ่อคุณแม่ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่ แต่ถ้ารู้จักป้องกัน ปลูกฝังเจ้าหนูให้มีสุขอนามัยที่ดี แถมยังเข้าใจวิธีรักษาที่ง่ายแสนง่ายด้วยแล้ว คงช่วยให้คุณเบาใจได้ไม่น้อยนะคะ

2 ความคิดเห็น:

  1. ถ้ามีขึ้นที่หน้าอกละคับเป็นก้อนเท่าตูดยางลบของดินสอ หัวมันแข็งผิวบนขรุขระสีคล้ำๆ เขาเรียกอีไรคับ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ27 มกราคม 2565 เวลา 16:34

    Emperor Casino | Shootercasino.com
    The 인카지노 Emperor Casino 제왕 카지노 is one of the world's best casino. Enjoy a stay at a casino at the 바카라 사이트 best place to play, from slots and live casino games to all-new games.

    ตอบลบ